วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สัญญาซื้อขาย


          สัญญาซื้อขาย
•                    สภาพและหลักสำคัญของสัญญาซื้อขาย (ม.453) มีดังนี้
•                    1. เป็นนิติกรรมประเภทหนึ่ง   โดย
•                        (1)  คู่สัญญาจะต้องมีความสามารถในการทำสัญญา      
•                        (2)   มีคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน
•                         (3)  วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาจะต้องไม่เป็นการพ้นวิสัย  หรือ ขัดต่อกฎหมาย หรือ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ (ม.150)
•                                  คำพิพากษาฎีกาที่ 1876/2542  วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายเป็นโมฆะตาม ม. 150 แล้ว การที่โจทก์ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยย่อมเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ต้องด้วย ปพพ.บรรพ 1 ลักษณะ 4 ว่าด้วยลาภมิควรได้ ซึ่งตาม ม. 411 ระบุถึงกรณีที่บุคคลใดได้ชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี บุคคลนั้นจะเรียกร้องทรัพย์สินคืนไม่ได้  ดังนั้นโจทก์ไม่อาจเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้. 
•                                คำพิพากษาฎีกาที่  2786/2515  โจทก์รู้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ของจำเลย  แต่เป็นป่าสงวนแห่งชาติซึ่งไม่อาจโอนแก่กันได้  แต่โจทก์ก็ยังซื้อและชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลย
•                             (4) การแสดงเจตนาในการทำสัญญาจะต้องไม่เกิดจาก กลฉ้อฉล การข่มขู่  หรือ การสำคัญผิด
•                    2. เป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง
•                          คำพิพากษาฎีกาที่  2331/2516  ผู้ขายที่ดินมีหน้าที่จดทะเบียนเพื่อให้การซื้อขายสมบูรณ์และมีผลทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนไปยังผู้ซื้อ  และมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินให้ผู้ซื้อโดยกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  อันจะเป็นผลให้ที่ดินอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อ ด้วย.....
•                    3. มีวัตถุของสัญญาเป็นทรัพย์สิน  
•                    4. ต้องมีการตกลงว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กัน 5. ต้องมีการตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินให้แก่กัน
•                    - สำหรับราคาที่จะต้องชำระให้แก่กัน – ก็จะต้องชำระเป็นเงินตราเท่านั้น
•                           คำพิพากษาฎีกาที่  6420/2539  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 487  หมายความว่า  คู่สัญญาซื้อขาย ไม่จำต้องกำหนดราคาซื้อขายทรัพย์แน่นอนตายตัวในขณะทำสัญญา  แต่อาจตกลงราคากันอย่างใดก็ได้ หรือ จะปล่อยให้เป็นไปตามวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แม้ว่าจะให้เป็นไปตามราคาท้องตลาด ณ เวลาใดก็ได้
•                   
•                    ประเภทของสัญญาซื้อขาย  แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
•                     1. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด(สัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์)(ม.455,ม.456)  มีประเด็นพิจารณา   ดังนี้  
•                      ก)  ความหมายของสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
•                                    หมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาตกลงทำสัญญากันเสร็จเด็ดขาดในรายละเอียดแห่งสัญญาแล้วทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวทรัพย์สินที่ซื้อขายกัน  หรือ ราคาที่ต้องชำระ   โดยไม่ต้องไปทำอะไรอีก    แม้จะยังมิได้ชำระราคากันจริง ๆ หรือ ยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินกัน  หรือ แม้ยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์เพราะยังไม่ทำตามแบบ ก็ตาม
•                     ข) ประเภทของทรัพย์ที่จะทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
•                              - อาจเป็นอสังหาริมทรัพย์(ม.139) หรือ สังหาริมทรัพย์ (ม.140) ก็ได้
•                                - ซึ่งในการทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดนั้น
                         1)  หากเป็นการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ใน ม.456 ว.1(อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ )– จะต้องทำตามแบบ
                         2) หากเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ธรรมดามีราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป...* - จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ คือ
                            (1) มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิดเป็นสำคัญ  หรือ
                               (2) มีการวางประจำ(มัดจำ)  หรือ
                               (3) มีการชำระหนี้บางส่วน
•                    3. ผลของการทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด (ม. 458)  แยกพิจารณาได้  ดังนี้  
•                                1) หากเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในสังหาริมทรัพย์ธรรมดา    -  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นโอนไปยังผู้ซื้อในทันที่ที่ได้มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน (ไม่ต้องทำตามแบบ)
•                                 คำพิพากษาฎีกาที่ 779/2482   การซื้อขายรถยนต์นั้น  เมื่อผู้ขายกับผู้ซื้อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน  กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458   ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าจะต้องทำพิธีอย่างมาตรา  456  ส่วนการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์  พ.ศ. 2522 หมวด 1 ก็เป็นบทบัญญัติเพื่อสะดวกแก่การควบคุมของเจ้าพนักงานเท่านั้น
•                            2) หากเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์พิเศษ  –  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นจะโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการทำตามแบบแล้ว
•                                คำพิพากษาฎีกาที่ 1700/2527   วินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่พิพาทจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว  การซื้อขายย่อมเสร็จเด็ดขาด  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายโอนไปยังผู้ซื้อในทันทีเมื่อได้ทำสัญญากัน  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458  การชำระราคาที่ดินเป็นเพียงข้อกำหนดของสัญญาเท่านั้น หาใช่สาระสำคัญที่จะทำให้สัญญาซื้อขายไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด
•                    2 )  คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะฟ้องร้องบังคับคดีให้ปฏิบัติตามสัญญาที่เป็นโมฆะไปแล้วไม่ได้  //
•                                คำพิพากษาฎีกาที่  746/2516  ซื้อขายโคจากโจทก์โดยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาและไม่ได้จดทะเบียนการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  การซื้อขายดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยชำระราคาโค
•                    3 )  หากมีการให้ทรัพย์แก่กันไปแล้ว   - ต้องคืนทรัพย์แก่กันฐานลาภมิควรได้
•                    (ม. 172 ว.2)
•                          คำพิพากษาฎีกาที่  366/2508  สัญญาซื้อขายเรือตกเป็นโมฆะเพราะไม่ทำตามแบบ  เงินซึ่งผู้ขายได้รับไว้ตามสัญญานั้นก็เป็นลาภมิควรได้  ซึ่งผู้ซื้อจะต้องฟ้องเรียกคืน....
•                   
•                    สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอาจเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ ดังนี้
•                     1)  สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ชนิดที่มีผลสมบูรณ์(โดยกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้ว  และคู่สัญญาไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกันอีกต่อไป)
•                     2)  สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ชนิดที่มีผลสมบูรณ์(โดยกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้ว แต่คู่สัญญายังมีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกันอีกต่อไป)
•                                คำพิพากษาฎีกาที่  1700/2527  เมื่อโจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่พิพาทและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว  การซื้อขายย่อมเสร็จเด็ดขาด  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายโอนไปยังผู้ซื้อทันที่เมื่อได้ทำสัญญากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 การชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายเป็นเพียงข้อกำหนดของสัญญาเท่านั้นหาใช่สาระสำคัญที่จะทำให้สัญญาซื้อขายไม่สมบูรณ์
•                    3)  สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ชนิดที่มีผลไม่สมบูรณ์ (ตกเป็นโมฆะ) – โดยกรรมสิทธิ์ไม่โอนไปยังผู้ซื้อ (แม้จะมีการชำระราคาและส่งมอบทรัพย์สินกันแล้วก็ตาม)
•                                คำพิพากษาฎีกาที่  9624/2509 สัญญาซื้อขายมีใจความชัดแจ้งว่าคู่กรณีมีเจตนามุ่งซื้อขายที่ดินกันเด็ดขาด  ไม่มีข้อความใดแสดงว่าคู่สัญญามีเจตนาจะไปจดทะเบียนกันในภายหลัง  สัญญานี้ไม่ใช่สัญญาจะซื้อขาย  แต่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ตกเป็นโมฆะ
•                                 คำพิพากษาฎีกาที่  2894/2522  สัญญาซื้อขายบ้าน  ผู้ขายตกลงขนย้ายของออกเพื่อส่งมอบบ้านแก่ผู้ซื้อ  ไม่มีข้อตกลงจะจดทะเบียนโอน  จึงเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด  เมื่อไม่จดทะเบียนจึงตกเป็นโมฆะ
•                   
•                    ผู้ซื้อและผู้ขาย
•                         - ผู้ซื้อ – เป็นใครก็ได้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย
•                         - ผู้ขาย - เป็นใครก็ได้ที่มีความสามารถในการเข้าทำสัญญาและผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่กฎหมายให้อำนาจทำการขายทรัพย์สินได้
•                   
•                    ผู้ที่จะเป็นผู้ขาย  ได้แก่บุคคล  ดังต่อไปนี้
•                      1)  เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น (ม.1336)
•                       2)  ตัวแทนในการขายทรัพย์สิน  (ม.797)
•                      3)  บุคคลอื่นที่กฎหมายให้อำนาจขายทรัพย์สินนั้นได้   ได้แก่
•                               ก)  ผู้ใช้อำนาจปกครอง   ผู้ปกครอง  หรือ ผู้อนุบาล
•                                ข)  ผู้จัดการมรดก
•                             ค)  เจ้าพนักงานบังคับคดี (ป.วิ.พ.ม.278)
•                             ง)  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
•                              จ)  เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจัดการกับของที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด   
•                                    อาญา (ม.1327)  
•                              ฉ)   ผู้ขายเดิม (ม.470)
•                    หลัก    “ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ...
•                              - หากผู้ซื้อได้ซื้อทรัพย์สินจากผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของ  หรือ จากผู้ที่ไม่มีอำนาจขายทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย  ผลที่ตามมาก็คือ แม้ผู้ซื้อนั้นจะสุจริต แต่ผู้ซื้อนั้นก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น
•                                        คำพิพากษาฎีกาที่ 74/2470  วินิจฉัยว่า ซื้อของจากผู้อื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าของ  และเป็นผู้ไม่มีอำนาจขายตามกฎหมายนั้น  แม้ผู้ซื้อจะได้รับชื้อไว้โดยสุจริต  ก็หาได้กรรมสิทธิ์ที่จะยึดเอาของนั้นไว้ได้ไม่
•                                        คำพิพากษาฎีกาที่ 1440/2479  วินิจฉัยว่า ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีอำนาจขาย  แม้จะเป็นการซื้อโดยสุจริต  ผู้ซื้อก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่  ผู้ซื้อจะมีอำนาจก็เพียงแต่ฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ไม่มีอำนาจขาย 
•                                       คำพิพากษาฎีกาที่ 776/2477  วินิจฉัยว่า เช่าเรือเขามาแล้วเอาไปขายให้ผู้ซื้อ  แม้ผู้ซื้อจะซื้อไว้โดยสุจริต ก็หาได้กรรมสิทธิ์ในเรือนั้นไม่  เจ้าของเดิมมีสิทธิติดตามเอาเรือคืนได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน
•                                       คำพิพากษาฎีกาที่ 199/2495  วินิจฉัยว่า ซื้อเรือมาดไว้จากผู้ที่ยักยอกเจ้าของมา  แม้จะซื้อโดยสุจริตก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์  เจ้าของย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนได้
•                                        คำพิพากษาฎีกาที่ 353/2503  วินิจฉัยว่า  ถ้ามีการปลอมใบมอบอำนาจให้ทำการขายฝากที่ดิน  ผู้รับซื้อก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์     ผู้รับซื้อจะอ้างว่าเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตไม่ได้  เพราะผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์   การโอนย่อมมีไม่ได้
•                   
•                    ข้อยกเว้น หลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”
•                    ได้แก่กรณี ดังต่อไปนี้ 
•                    1) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.1299 วรรค 2    
•                                 เช่น  ค.ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของ ข. มาเป็นเวลา 10 ปี  โดยสงบ เปิดเผย  และ เจตนาเป็นเจ้าของ  จน ค.ได้กรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมาย (ตามมาตรา 1382)  แต่ ค.ยังไม่ทันได้ไปจดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1299  วรรคสอง  ข. ก็ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นขายให้แก่ ก.   ซึ่ง ก. ได้ซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้โดยสุจริต (คือไม่ทราบว่า ค.ได้ครอบครองที่ดินแปลงนั้นจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว) และ ก. ก็ได้เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนการได้มาด้วยการซื้อจาก ข. โดยสุจริตอีกด้วย  ดังนี้ถือว่า ก.ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการจดทะเบียน...  โดย  ค. จะมาฟ้องขับไล่ ก.ไม่ได้ 
•                           คำพิพากษาฎีกาที่  2422/2532  โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ก่อนที่ ก.จะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย  แต่เมื่อโจทก์ได้ที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม  และยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคลภายนอกผู้ได้สิทธินั้นมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต  และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299   วรรคสอง
•                    2) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.1303   
•                                  เช่น  ก.ทำสัญญาซื้อทีวีจาก ข.เครื่องหนึ่ง โดย ก.ได้ชำระราคาทีวีเครื่องนั้นให้แก่ ข.แล้ว  แต่ยังไม่ได้รับมอบทีวีจาก ข.  ดังนี้ ก.ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทีวีเครื่องนั้นไปแล้ว   ต่อมาขณะที่ทีวียังอยู่ในความครอบครองของ  ข. ปรากฏว่า  ข.ได้เอาทีวีเครื่องนั้นขายต่อไปให้ ค.  โดยที่ ค.ได้ซื้อไว้โดยสุจริต    และ ค.ได้รับมอบการครอบครองทีวีจาก ข. มาแล้ว
•                                  จากตัวอย่างนี้  หากทั้ง ก. และ ค.ต่างโต้แย้งกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทีวีเครื่องนั้น  โดย ก.ได้อ้างว่าตนได้ทำการซื้อทีวีเครื่องนั้นจาก ข.มาก่อน  และได้กรรมสิทธิ์ในทีวีเครื่องนั้นไปแล้ว   ส่วน ค.ก็อ้างว่าตนได้ซื้อทีวีเครื่องนั้นเช่นกัน  และตนได้ครอบครองทีวีไว้แล้ว 
•                                หากมีกรณีโต้เถียงกันเช่นนี้  ผลตามกฎหมายคือ  แม้  ค. จะซื้อทีวีจาก ข.ผู้ไม่มีสิทธิในทีวีเครื่องนั้นแล้ว (เพราะ กรรมสิทธิ์ในทีวีเป็นของ ก.ไปแล้ว)  แต่เนื่องจาก ค.ได้ซื้อโดยสุจริต ได้รับมอบและเข้าครอบครองทีวีนั้นแล้ว   ดังนี้ ค.ย่อมมีสิทธิดีกว่า ก.  โดย ค.จะได้กรรมสิทธิ์ในทีวีเครื่องนั้นไป
•                    3) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.1329     
•                                เช่น  ข.ผู้เยาว์ ขายวิทยุเครื่องหนึ่งให้แก่ ก.ผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว ในราคา  5,000 บาท   โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดาของ ข.ผู้เยาว์  ดังนี้ นิติกรรมการซื้อขายระหว่าง ข.ผู้เยาว์ กับ ก. ตกเป็นโมฆียะ  ต่อมา ก.ขายวิทยุเครื่องนั้นให้แก่ ค. ซึ่ง ค. ได้ซื้อวิทยุเครื่องนั้นไปโดยสุจริต และ ค.ได้ชำระราคาวิทยุเครื่องนั้นไปแล้ว
•                              ต่อมา บิดาของ ข.ผู้เยาว์ทราบเรื่องจึงได้มาบอกล้างนิติกรรมกรรมการซื้อขายในครั้งแรกระหว่าง ข.ผู้เยาว์กับ ก. ซึ่งผลของการบอกล้างคือนิติกรรมการซื้อขายระหว่าง ข.ผู้เยาว์ กับ ก. ตกเป็นโมฆะ  คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เท่ากับว่า ก. ผู้ซื้อก็ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในวิทยุนั้นแต่อย่างใด  ดังนั้น ก. จะไม่สามารถทำนิติกรรมการขายวิทยุเครื่องนั้นให้แก่ ค.เป็นครั้งที่ 2 ได้ อีก
•                                แต่จากตัวอย่างนี้ เนื่องจาก ค. เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน  ดังนั้น กฎหมาย (ม.1329) ได้ให้ความคุ้มครอง ค.  โดยให้ถือว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่าง ก. กับ ค. สมบูรณ์   โดย ค.ยังมีกรรมสิทธิ์ในวิทยุเครื่องนั้นอยู่  แม้  ค.จะซื้อวิทยุจาก ก.ผู้ไม่มีอำนาจขายวิทยุเครื่องนั้นแล้วก็ตาม (เพราะนิติกรรมการซื้อขายในครั้งแรกตกเป็นโมฆียะและถูกบอกล้างแล้ว  ซึ่งมีผลทำให้  ก.ไม่มีกรรมสิทธิ์ในวิทยุนั้นนั่นเอง)
•                    4) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.1330
•                            เช่น   ค.เอารถยนต์ของตนมาฝากไว้กับ ข.   ต่อมา ข.ถูกศาลพิพากษาให้เป็นผู้ล้มละลาย  และถูกยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล   แต่ปรากฏว่าทรัพย์ที่ถูกยึดไปมีรถยนต์ของ ค.ที่ฝาก ข.ไว้รวมอยู่ด้วย    และในการขายทอดตลาดทรัพย์นั้น ก.เป็นผู้ประมูลซื้อรถยนต์คันดังกล่าวได้ 
•                              ดังนี้ผลตามกฎหมายคือ ก.ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น  แม้ต่อมา ค.จะพิสูจน์ได้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นของตนไม่ใช่ของ ข.ผู้ล้มละลายก็ตาม ทั้งนี้เป็นไปตาม ม.1330
•                    5) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.1332    
•                                    เช่น   ก.ได้ซื้อนาฬิกาเรือนหนึ่งมาจากร้านขายนาฬิกาแถวบ้านหม้อ   หรือ  ก.ได้ประมูลซื้อนาฬิกาเรือนนั้นมาจากการขายทอดตลาดโดยสุจริต  เป็นเงิน 10,000 บาท 
•                                 ดังนี้  ก.ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในนาฬิกาเรือนนั้น   แม้จะปรากฏในภายหลังว่านาฬิกาเรือนนั้นถูกขโมยมาก็ตาม  โดย ก.ไม่จำต้องคืนนาฬิกาเรือนนั้นให้แก่เจ้าของที่แท้จริงแต่อย่างใด  ยกเว้นเจ้าของที่แท้จริงยอมชดใช้ราคาที่  ก.ซื้อมาเป็นเงิน 10,000 บาท   ดังนี้ ก.ต้องคืน นาฬิกาเรือนนั้นให้แก่เจ้าของที่แท้จริงไป
•                    6) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.155 วรรคแรก
•                                เช่น  ข.ลูกหนี้สมรู้กับ ก.ทำนิติกรรมขายรถยนต์ ให้กับ ก.หลอก ๆ เพื่อลวง ค.เจ้าหนี้ของ ข. ทั้งนี้เพื่อมิให้ ค. เจ้าหนี้ของ ข. มายึดรถยนต์ไปขายทอดตลาด  ดังนี้ สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะเพราะเป็นการแสดงเจตนาลวง  โดย ถือว่า  รถยนต์ยังเป็นของ ข.ไม่ถือว่ารถยนต์เป็นของ ก.แต่อย่างใด
•                              แต่จากตัวอย่างนี้ หาก ก.ได้นำรถยนต์ไปขายต่อ ให้กับ ง.ผู้ซื้อโดย ง. สุจริต ดังนี้  ง. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น ถึงแม้ว่า ง.จะได้ซื้อรถยนต์จาก ก. ผู้ขายที่ไม่มีสิทธิที่จะโอนก็ตาม
•                    7) ข้อยกเว้นตาม ปพพ.ม.821   
•                                เช่น  ข. นำแหวนเพชรของ ค. ออกขายให้ ก.โดยอ้างว่าตนเป็นตัวแทนของ ค.  ซึ่ง ค. ก็ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วไม่ทักท้วงแต่อย่างใด  ซึ่งจากตัวอย่างนี้ถ้า ก.ได้ซื้อแหวนเพชรวงนั้นไว้โดยสุจริต และ ได้ชำระราคาแหวนเพชรให้กับ ข.ไปแล้ว  
•                             ดังนี้ ก.ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในแหวนเพชรวงนั้น แม้ว่า ก.จะได้รับโอนแหวนเพชรวงนั้นมาจาก ข. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิในแหวนเพชรวงนั้น และ ข. ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของ ค. เจ้าของที่แท้จริงก็ตาม